หลังจากที่แฟนๆ รอคอยกันมาถึง 6 ปี Underworld: Awakening หรือชื่อไทยว่า สงครามโค่นพันธุ์อสูร 4 : กำเนิดใหม่ราชินีแวมไพร์ ก็กลับมาประเดิมจอในปี 2012 พร้อมกับคอนเซปต์ที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง จากเดิมที่เคยเป็นสงครามระหว่างแวมไพร์กับไลแคน คราวนี้มนุษย์กลายเป็นศัตรูตัวฉกาจที่พร้อมจะกวาดล้างทั้งสองเผ่าพันธุ์ และเซลีน (Kate Beckinsale) ก็ตื่นขึ้นมาหลังจากถูกแช่แข็งนานถึง 12 ปี เพื่อค้นหาความจริงเกี่ยวกับลูกสาวของเธอ
เนื้อเรื่องย่อ (ไม่สปอยล์ตอนจบ)
สิบสองปีผ่านไปนับตั้งแต่มนุษย์รู้จักการมีอยู่ของแวมไพร์และไลแคน มนุษยชาติจึงเริ่มสงครามเต็มรูปแบบเพื่อกำจัดสิ่งเหนือธรรมชาติทั้งหมด เซลีนถูกจับตัวและแช่แข็งไว้ในห้องทดลองของบริษัท Antigen ซึ่งเป็นบริษัทไบโอเทคที่พัฒนา 'วัคซีน' เพื่อต่อต้านไวรัสที่สร้างแวมไพร์และไลแคน เมื่อเซลีนตื่นขึ้น เธอพบว่าโลกเปลี่ยนไปมาก และที่สำคัญ เธอมีลูกสาวชื่ออีฟ (India Eisley) ซึ่งเป็นลูกครึ่งแวมไพร์-ไลแคนที่มีพลังพิเศษ เซลีนต้องหนีจากการตามล่าของมนุษย์และพยายามปกป้องลูกสาว ขณะเดียวกันก็ต้องต่อสู้กับไลแคนรุ่นใหม่ที่กลายพันธุ์ไป
งานการแสดงและตัวละคร
Kate Beckinsale ยังคงสวมบทบาทเซลีนได้อย่างมั่นใจและสง่างามเช่นเคย แม้จะต้องสู้ในชุดรัดรูปและรองเท้าส้นสูงอีกครั้ง แต่เธอก็ทำได้สมบทบาทแวมไพร์สาวเย็นชาที่เปี่ยมไปด้วยพลัง Theo James ในบทเดวิด แวมไพร์หนุ่มที่มาช่วยเหลือเซลีน สร้างความประทับใจได้พอสมควร แม้ตัวละครจะยังไม่โดดเด่นเท่าไร Stephen Rea รับบทเป็นดร.เจคอบ เลน หัวหน้าบริษัท Antigen ที่ดูเป็นวายร้ายที่น่ากลัวในแบบฉบับนักวิทยาศาสตร์คลั่ง ส่วน India Eisley ในบทอีฟ ลูกสาวของเซลีน ก็ทำได้ดีตามมาตรฐานเด็กที่ต้องรับบทหนัก แต่โดยรวมแล้ว หนังเน้นการแสดงของ Kate Beckinsale เป็นหลัก และตัวละครอื่นๆ ก็เป็นเพียงฟันเฟืองประกอบเท่านั้น
งานกำกับ ภาพ และดนตรี
ผู้กำกับ Måns Mårlind และ Björn Stein (ซึ่งจริงๆ แล้วกำกับร่วมกัน แต่ในเครดิตระบุ Måns Mårlind เพียงคนเดียว) เลือกใช้โทนสีฟ้าสลับเทาเย็นชา สร้างบรรยากาศ dystopian ที่ดูหม่นหมองและสิ้นหวังได้ดี ฉากแอ็กชันถูกถ่ายทำด้วยสไตล์ที่รวดเร็ว กระชั้นชิด ใช้กล้องสั่นไหวเล็กน้อยเพื่อเพิ่มความสมจริง แต่บางครั้งก็ทำให้ตาลาย โดยเฉพาะฉากต่อสู้ที่ตัดต่อเร็วมาก ดนตรีประกอบโดย Paul Haslinger ยังคงให้อารมณ์ตื่นเต้นเร้าใจแบบเดียวกับภาคก่อนๆ แม้จะไม่โดดเด่นเท่า Danny Lohner ที่ทำเพลงให้ภาค 2 แต่ก็ยังเข้ากับบรรยากาศของหนังได้ดี
บทวิเคราะห์จากกองบรรณาธิการ
กองบรรณาธิการมองว่า Underworld: Awakening เป็นหนังที่พยายามรีบูตแฟรนไชส์ด้วยการเพิ่มมิติของมนุษย์เป็นศัตรูใหม่ ซึ่งถือเป็นไอเดียที่ดี แต่การดำเนินเรื่องกลับไม่ลึกซึ้งเท่าที่ควร หนังเร่งรีบในการปูพื้นโลกใหม่และทิ้งปมที่ค้างคาไว้มากมาย แถมตัวละครใหม่อย่างอีฟก็ยังถูกใช้เป็นตัวดำเนินเรื่องมากกว่าที่จะพัฒนาเป็นตัวละครที่มีมิติ อย่างไรก็ตาม หนังยังคงรักษาเอกลักษณ์ของแฟรนไชส์เอาไว้ได้ ทั้งแอ็กชันสไตล์โกธิก และพลังของเซลีนที่ยังคงเท่ไม่เปลี่ยน สำหรับแฟนพันธุ์แท้ หนังภาคนี้อาจสนุกในระดับหนึ่ง แต่สำหรับคนทั่วไป อาจรู้สึกว่าขาดเสน่ห์ของสงครามระหว่างเผ่าพันธุ์ที่เคยมีในภาคแรกๆ
สรุป
Underworld: Awakening เป็นหนังแอ็กชันแวมไพร์ที่เน้นความมันส์มากกว่าเนื้อเรื่อง เหมาะสำหรับแฟนพันธุ์แท้ที่อยากเห็นเซลีนกลับมาสู้อีกครั้ง แต่ถ้าคุณคาดหวังพล็อตที่ซับซ้อนหรือการพัฒนาตัวละครที่ดี หนังภาคนี้อาจทำให้คุณผิดหวังอยู่บ้าง
ภาพจากหนัง
👍 จุดเด่น
- +Kate Beckinsale ยังคงเท่และสวยสมบทบาท
- +ฉากแอ็กชันมันส์ ตื่นเต้น เร้าใจ
- +บรรยากาศ dystopian และโทนสีเข้ากับเรื่องราว
👎 จุดด้อย
- −เนื้อเรื่องบางเบา ขาดความลึกซึ้ง
- −ตัวละครใหม่ยังไม่โดดเด่นเท่าที่ควร
- −การตัดต่อฉากต่อสู้เร็วเกินไปจนดูไม่ชัด
นักแสดงนำ
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
แนะนำให้ดูภาค 1-2 ก่อนเพื่อเข้าใจปูมหลังของเซลีนและไมเคิล แต่เนื้อเรื่องภาคนี้ค่อนข้าง standalone เพราะมีการข้ามเวลาไป 12 ปี
ใช่ ในภาคนี้เซลีนมีลูกสาวชื่ออีฟ ซึ่งเป็นลูกครึ่งแวมไพร์-ไลแคน เกิดจากความสัมพันธ์กับไมเคิลในภาคก่อน
สำหรับแฟนซีรีส์ที่ชอบแอ็กชันและ Kate Beckinsale ถือว่าสนุกใช้ได้ แต่ถ้าคาดหวังเนื้อเรื่องลึกซึ้งอาจผิดหวัง