หากคุณคิดว่าซีรีส์แนวอวกาศมีเพียง Star Trek หรือ Battlestar Galactica แล้วล่ะก็ ดิเอ็กซ์แพนส์ (The Expanse) จะทำให้คุณเปลี่ยนความคิดตลอดไป ด้วยการเล่าเรื่องที่สมจริง ทุกองศาของยานอวกาศ ทุกแรงโน้มถ่วง ทุกการเมืองระหว่างดาวเคราะห์ ล้วนถูกออกแบบมาอย่างพิถีพิถัน จนทำให้ซีรีส์เรื่องนี้ถูกยกให้เป็นหนึ่งในผลงานไซไฟที่ดีที่สุดแห่งยุค
เนื้อเรื่องย่อ (ไม่สปอยล์ตอนจบ)
ดิเอ็กซ์แพนส์ เริ่มต้นจากหายนะครั้งใหญ่เมื่อ จูลี่ เหมา ลูกสาวเศรษฐีผู้ผันตัวเป็นนักปฏิบัติการอวกาศหายตัวไปอย่างลึกลับ เหตุการณ์นี้เชื่อมโยงชีวิตของสามคนที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง นั่นคือ โจ มิลเลอร์ (Thomas Jane) นักสืบสุดเซื่องจากสถานีซีรีสในแถบดาวเคราะห์น้อย เจมส์ โฮลเดน (Steven Strait) กัปตันยานขนส่งน้ำแข็งผู้โชคดีและโชคร้ายในเวลาเดียวกัน และ คริสเจน อาวาซาราลา (Shohreh Aghdashloo) นักการเมืองหญิงเหล็กแห่งสหประชาชาติที่ชาญฉลาดเป็นกรด
ท่ามกลางความตึงเครียดระหว่างสามมหาอำนาจ ได้แก่ โลก (Earth), ดาวอังคาร (Mars) และ แถบดาวเคราะห์น้อย (Belt) พวกเขาต้องคลี่คลายปริศนาที่อาจเปลี่ยนชะตากรรมของมนุษยชาติไปตลอดกาล โดยที่ไม่มีใครรู้ว่ายังมีภัยคุกคามที่ยิ่งใหญ่กว่ากำลังรออยู่เบื้องหลัง
งานการแสดงและตัวละคร
กองบรรณาธิการต้องยกนิ้วให้กับ การคัดเลือกนักแสดง ที่ลงตัวทุกตำแหน่ง Steven Strait ในบท Holden ถ่ายทอดอุดมการณ์และความดื้อรั้นของตัวละครได้อย่างน่าเชื่อถือ ขณะที่ Dominique Tipper ในบท Naomi Nagata มอบความลึกซึ้งทางอารมณ์ที่ซับซ้อน โดยเฉพาะประวัติอันเจ็บปวดของเธอ Cas Anvar รับบท Alex Kamal กัปตันชาวดาวอังคารที่อบอุ่นและน่ารัก ขณะที่ Wes Chatham ขโมยซีนในบท Amos Burton ชายผู้ไร้ความกลัวแต่กลับมีจริยธรรมในแบบของตัวเอง
ที่โดดเด่นไม่แพ้กันคือ Shohreh Aghdashloo ที่รับบท Chrisjen Avasarala นักการเมืองหญิงที่ทั้งเฉียบคมและหยาบคาย ทุกคำพูดของเธอคืออาวุธ ส่วน Frankie Adams ในบท Bobbie Draper ทหารหญิงชาวดาวอังคารที่แข็งแกร่งแต่เปราะบาง เป็นอีกหนึ่งตัวละครที่ผู้ชมจะหลงรัก
งานกำกับ ภาพ และดนตรี
งานสร้างของดิเอ็กซ์แพนส์คือมาตรฐานใหม่ของซีรีส์ไซไฟ ทุกเฟรมของยานอวกาศ ทุกสภาพไร้น้ำหนัก ล้วนถ่ายทอดออกมาได้สมจริงจนน่าทึ่ง ไม่ว่าจะเป็นแรงโน้มถ่วงต่ำของแถบดาวเคราะห์น้อย หรือการหมุนของยานเพื่อสร้างแรงโน้มถ่วงเทียม ทุกอย่างมีเหตุผลทางฟิสิกส์รองรับ
ด้าน ดนตรีประกอบ โดย Clinton Shorter สร้างบรรยากาศที่ทั้งอึดอัดและยิ่งใหญ่ ช่วยเสริมอารมณ์ของฉากได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะธีมหลักที่ก้องกังวาน เปรียบเสมือนเสียงสะท้อนของอวกาศอันเวิ้งว้าง
บทวิเคราะห์จากกองบรรณาธิการ
สิ่งที่ทำให้ ดิเอ็กซ์แพนส์ แตกต่างคือ ความสมจริงทางวิทยาศาสตร์ และ การเมืองที่ซับซ้อน ซีรีส์ไม่ได้นำเสนออวกาศในอุดมคติ แต่เป็นโลกที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งทางชนชั้น เชื้อชาติ และทรัพยากร ผู้คนในแถบดาวเคราะห์น้อยถูกกดขี่จากทั้งโลกและดาวอังคาร สะท้อนถึงปัญหาความเหลื่อมล้ำในโลกจริง
นอกจากนี้ การดำเนินเรื่อง ยังชวนติดตามด้วยปริศนาที่ค่อยๆ คลี่คลายอย่างช้าๆ แต่ไม่น่าเบื่อ ทุกซีซั่นมีเนื้อหาเข้มข้น ตัวละครเติบโตและเปลี่ยนแปลงอย่างมีเหตุผล โดยเฉพาะการที่ซีรีส์ไม่กล้าฆ่าตัวละครหลัก ทำให้เราไม่รู้ว่าใครจะอยู่รอดจนถึงตอนจบ
สรุป
ดิเอ็กซ์แพนส์ คือซีรีส์ที่แฟนไซไฟตัวจริงไม่ควรพลาด ด้วยเนื้อหาเข้มข้น โลกที่สมจริง และตัวละครที่ตราตรึงใจ แม้ช่วงแรกจะช้าไปบ้าง แต่หากคุณอดทนจนถึงซีซั่น 2 คุณจะติดใจจนต้องร้องขอเพิ่ม ซีรีส์นี้เหมาะสำหรับผู้ที่ชื่นชอบการเมืองอวกาศ วิทยาศาสตร์สุดเนิร์ด และการเล่าเรื่องที่ซับซ้อน
ภาพจากหนัง
👍 จุดเด่น
- +ความสมจริงทางวิทยาศาสตร์ที่เหนือชั้น ทุกอย่างมีเหตุผลรองรับ
- +การเมืองเข้มข้น ตัวละครหลายมิติ ไม่มีฝ่ายไหนถูกหรือผิดชัดเจน
- +งานสร้างระดับภาพยนตร์ ภาพสวย เอฟเฟกต์แน่น
- +บทสนทนาคมคาย โดยเฉพาะของ Avasarala ที่ทำให้เราอยากปรบมือทุกครั้ง
👎 จุดด้อย
- −การดำเนินเรื่องช้าในบางช่วง โดยเฉพาะซีซั่นแรกที่ต้องทำความรู้จักโลกและตัวละครมากมาย
- −ตัวละครบางตัวในช่วงแรกอาจดูจืดชืด แต่จะพัฒนาไปมากในภายหลัง
นักแสดงนำ
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ทั้งหมด 6 ซีซั่น รวม 62 ตอน จบเรื่องสมบูรณ์ตั้งแต่ปี 2022
เน้นดราม่าและการเมืองเป็นหลัก แอคชั่นมีไม่บ่อยแต่จัดเต็มทุกครั้งที่ปรากฏ
ไม่น่าเบื่อหากคุณชอบไซไฟสมจริงและการเมืองซับซ้อน แต่ถ้าคาดหวังแอคชั่นทุกตอนอาจผิดหวัง
ดูตามซีซั่นปกติ ซีซั่น 1-3 ดำเนินเรื่องต่อเนื่อง ซีซั่น 4-6 แยกเป็นเนื้อหาช่วงหลัง