เมื่อพูดถึงหนังแอ็คชั่นบู๊มันส์ ๆ ที่มีพระเอกหัวเสียสุดติ่ง คงหนีไม่พ้นชื่อของ เจสัน สเตแธม (Jason Statham) ที่การันตีความมันส์ระดับตำนาน และในปี 2011 เขากลับมาอีกครั้งใน Blitz (บลิทซ์ ล่าโคตรคลั่งล้าง สน.) หนังแนวอาชญากรรมระทึกขวัญที่เล่าเรื่องตำรวจปากจัดต้องปะทะกับฆาตกรโรคจิตที่ล่าเฉพาะตำรวจ ถึงแม้พล็อตจะดูไม่แปลกใหม่ แต่สเตแธมก็ยังคงยืนหนึ่งในบทบาทที่ถนัด พร้อมด้วยนักแสดงสมทบฝีมือดีที่ช่วยยกระดับหนังให้ดูน่าสนใจขึ้นมาอีกขั้น
เนื้อเรื่องย่อ (ไม่สปอยล์ตอนจบ)
เรื่องราวของ ทอม แบรนท์ (เจสัน สเตแธม) นักสืบฝีมือดีแต่ปากร้ายไม่เกรงใจใคร วันหนึ่งเขาต้องเจอกับคดีฆาตกรรมสุดโหดของฆาตกรโรคจิตที่ใช้ชื่อว่า ‘เดอะ บลิทซ์’ (รับบทโดย เอแดน กิลเลน) ซึ่งมีเป้าหมายคือการล้างแค้นตำรวจทั้ง 8 คนที่ทำให้เขาต้องติดคุกในอดีต โดยแต่ละศพถูกสังหารอย่างทารุณและท้าทายเจ้าหน้าที่ แบรนท์จึงต้องร่วมมือกับหัวหน้าตำรวจคนใหม่อย่าง พอตเตอร์ แนช (แพดดี้ คอนซิดีน) ที่มีบุคลิกต่างขั้วกันโดยสิ้นเชิง เพื่อหยุดยั้งการฆาตกรรมก่อนที่เดอะ บลิทซ์จะมาถึงตัวเป้าหมายสุดท้ายของเขา นั่นก็คือตัวแบรนท์เอง
งานการแสดงและตัวละคร
เจสัน สเตแธม ยังคงเล่นในสไตล์ที่แฟน ๆ คุ้นเคย คือเป็นคนแข็งนอกอ่อนใน ปากจัดแต่มีหัวใจ โดยเฉพาะการแสดงอารมณ์โมโหที่ทำได้น่าเชื่อถือ แต่ก็ไม่ได้มีมิติอะไรที่แปลกใหม่ไปจากบทอื่น ๆ ที่เขาเคยเล่นมาก่อน ส่วน แพดดี้ คอนซิดีน ในบทหัวหน้าตำรวจเกย์ที่สุภาพและมีเหตุผลเป็นตัวละครที่สร้างสีสันให้หนังได้ดี การแสดงของเขาช่วยสร้างเคมีที่ลงตัวกับสเตแธม ขณะที่ เอแดน กิลเลน ในบทฆาตกรโรคจิตก็เล่นได้น่ากลัวและน่าขนลุก แม้จะมีเวลาบนจอไม่มากนัก แต่ก็เพียงพอที่จะทำให้ผู้ชมรู้สึกถึงภัยคุกคาม อย่างไรก็ตาม ตัวละครสมทบอื่น ๆ อย่าง ลุค อีแวนส์ และ เดวิด มอร์ริสซีย์ กลับมีบทบาทจำกัด ทำให้เรื่องราวดูไม่สมดุลเท่าที่ควร
งานกำกับ ภาพ และดนตรี
ผู้กำกับ เอลเลียต เลสเตอร์ (Elliott Lester) จับจังหวะของหนังได้ดีในระดับหนึ่ง โดยเฉพาะฉากแอ็คชั่นที่ถ่ายทอดออกมาได้สมจริงและรวดเร็ว อารมณ์ตึงเครียดถูกสร้างผ่านการใช้แสงและเงาในย่านลอนดอนที่เต็มไปด้วยบรรยากาศมืดหม่น อย่างไรก็ตาม หนังขาดเอกลักษณ์ทางภาพที่โดดเด่น ทำให้หลายฉากดูธรรมดาและไม่น่าจดจำ ส่วนดนตรีประกอบโดย อิลาน เอชเคอรี (Ilan Eshkeri) ช่วยเพิ่มความเข้มข้นให้กับฉากไล่ล่า แต่ก็ไม่ได้มีทำนองที่ติดหู
บทวิเคราะห์จากกองบรรณาธิการ
Blitz เป็นหนังที่เล่นกับแนวคิดของ ‘การแก้แค้น’ และ ‘ระบบยุติธรรม’ แม้จะไม่ลึกซึ้งนัก แต่ก็มีการตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพของตำรวจและการใช้ความรุนแรงเพื่อต่อสู้กับความรุนแรง จุดเด่นของหนังอยู่ที่การปะทะกันระหว่างตัวละครหลักสองคนที่มีมุมมองต่างกัน คือแบรนท์ที่เชื่อในการใช้ความรุนแรง และแนชที่พยายามทำตามกฎ แต่ในที่สุดหนังก็เลือกหนทางแบบ ‘สายแข็ง’ ซึ่งอาจทำให้คนที่คาดหวังความซับซ้อนผิดหวัง อย่างไรก็ตาม สำหรับคอหนังแอ็คชั่นที่ต้องการความมันส์แบบไม่ต้องคิดมาก นี่คือตัวเลือกที่ใช้ได้เลย
สรุป
Blitz หรือ บลิทซ์ ล่าโคตรคลั่งล้าง สน. เป็นหนังแอ็คชั่นอาชญากรรมที่ได้เจสัน สเตแธมในฟอร์มที่แฟน ๆ คุ้นเคย พร้อมบทฆาตกรโรคจิตที่น่ากลัว ถึงแม้พล็อตจะไม่แปลกใหม่และมีช่วงที่เฉื่อชา แต่ก็ยังสนุกพอสำหรับการดูฆ่าเวลา เหมาะกับผู้ที่ชื่นชอบหนังบู๊ไม่ต้องคิดมาก หรือแฟนพันธุ์แท้ของสเตแธมที่อยากเห็นเขาจัดการคนร้ายในสไตล์เดิม ๆ
ภาพจากหนัง
👍 จุดเด่น
- +เจสัน สเตแธมยังคงเล่นได้มันส์ตามสไตล์
- +เคมีระหว่างสเตแธมและแพดดี้ คอนซิดีนน่าสนใจ
- +ฉากแอ็คชั่นรวดเร็วและสมจริง
- +บทฆาตกรของเอแดน กิลเลนน่าขนลุก
👎 จุดด้อย
- −พล็อตเรื่องไม่แปลกใหม่ คาดเดาได้
- −ตัวละครสมทบมีบทบาทน้อยเกินไป
- −บางช่วงดำเนินเรื่องช้าและยืดเยื้อ
- −ขาดเอกลักษณ์ทางภาพที่โดดเด่น
นักแสดงนำ
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ไม่ใช่ หนังสร้างจากนวนิยายของ Ken Bruen ในปี 2008 แต่ตัวละครและเหตุการณ์เป็นเรื่องสมมติ
ชื่อหนังมาจากฉายาของฆาตกรในเรื่อง ซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องกับการทิ้งระเบิดในสงครามโลกครั้งที่สองโดยตรง แต่สื่อถึงการโจมตีที่รวดเร็วและรุนแรง
ไม่มี Blitz เป็นหนังเดี่ยว ไม่มีภาคต่อ แต่นวนิยายต้นฉบับมีภาคอื่นในชุด Tom Brant เช่น 'White' และ 'Green' แต่ยังไม่ถูกสร้างเป็นหนัง